เลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ 2026: จุดเปลี่ยนดุลอำนาจทรัมป์ สงคราม เศรษฐกิจ และระเบียบโลก บทสัมภาษณ์ในหนังสือพิมพ์มติชน ฉบับวันจันทร์ที่ 2 พฤศจิกายน 2569
เลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ 2026: จุดเปลี่ยนดุลอำนาจทรัมป์ สงคราม เศรษฐกิจ และระเบียบโลก
บทสัมภาษณ์ในหนังสือพิมพ์มติชน ฉบับวันจันทร์ที่ 2 พฤศจิกายน 2569
การเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐอเมริกาในวันที่ 3 พฤศจิกายน 2026 ที่จะถึงนี้ เป็นทั้งการชิงเสียงข้างมากในสภาคองเกรสระหว่างพรรครีพับลิกันกับพรรคเดโมแครต รวมถึงเป็นบททดสอบสำคัญของความเชื่อมั่นที่ประชาชนมีต่อประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และเป็นจุดเปลี่ยนที่อาจกำหนดทิศทางการเมือง เศรษฐกิจ และนโยบายต่างประเทศของสหรัฐฯ ในช่วงสองปีสุดท้ายของรัฐบาล ซี่งแม้ผลการเลือกตั้งจะไม่ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงตัวประธานาธิบดี แต่ผลของการเลือกตั้งจะสะท้อนว่าสิ่งที่ประธานาธิบดีทรัมป์ดำเนินการก่อนหน้านี้มีความชอบธรรมมากน้อยเพียงใด และแน่นอนว่าจะส่งผลต่อเงื่อนไขและข้อจำกัดในการใช้อำนาจของเขาได้อย่างมีนัยสำคัญ
ซี่งแนวโน้มก่อนการเลือกตั้งพบว่า พรรคเดโมแครตมีโอกาสสูงที่จะกลับมาครองเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร เพราะปัจจัยที่เร่งการตัดสินใจของประชาชนดังกล่าวคือการขาดความเชื่อมั่นต่อการบริหารงานของทรัมป์ที่ไม่เป็นไปตามคำมั่นสัญญาที่ให้ไว้ในการเลือกตั้งปี 2024 โดยเฉพาะปัญหาเศรษฐกิจและค่าครองชีพ ได้แก่ราคาพลังงาน อาหาร ที่อยู่อาศัย และค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพ นอกจากนี้กลุ่มผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ผู้หญิง คนรุ่นใหม่ และผู้มีการศึกษาสูงในเขตชานเมืองมีแนวโน้มสนับสนุนเดโมแครตมากขึ้น ขณะที่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งผิวขาวและกลุ่มอนุรักษนิยมยังเป็นฐานสำคัญของรีพับลิกัน ส่วนกลุ่มฮิสแปนิกและลาติน ซึ่งทรัมป์สามารถขยายฐานเสียงได้ในการเลือกตั้งปี 2024 อาจมีความไม่พอใจเพิ่มขึ้นจากปัญหาเศรษฐกิจและนโยบายตรวจคนเข้าเมือง
ด้วยเหตุนี้ฉากทัศน์ที่อาจจะเกิดขึ้นคือการเปลี่ยนจากรัฐบาลที่พรรคเดียวควบคุมทั้งฝ่ายบริหารและนิติบัญญัติ ไปสู่รัฐบาลที่ต้องอาศัยการต่อรองทางการเมืองมากขึ้น หากเดโมแครตกลับมาครองเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร ทรัมป์จะต้องเผชิญกับข้อจำกัดทางการเมืองที่มากขึ้น แม้ยังดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีและมีอำนาจฝ่ายบริหาร แต่การผลักดันกฎหมาย งบประมาณ และนโยบายสำคัญจะทำได้ยากกว่าเดิม และอาจต้องเผชิญกับสอบสวนและตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล ตั้งแต่การใช้งบประมาณ นโยบายตรวจคนเข้าเมือง การดำเนินนโยบายต่างประเทศ ไปจนถึงการใช้อำนาจของประธานาธิบดี
ในด้านนโยบายเศรษฐกิจ ส่วนตัวเห็นว่าหลังเลือกตั้งเสร็จ คาดว่าจะมีการทบทวนนโยบายเศรษฐกิจของทรัมป์อย่างแน่นอน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นนโยบายภาษีและงบประมาณที่ส่งผลต่อประชาชน โดยเฉพาะด้านสวัสดิการและสาธารณสุขซี่งแรงกระเพื่อมหนึ่งคงมาจากภูมิทัศน์การเมืองทั้งในระดับวุฒิสภาและระดับสมาชิกสภาผู้แทนราษฏรที่จะเปลี่ยนไป ซี่งในช่วงเวลาที่รอคอยผลการเลือกตั้งนี้ ย่อมส่งผลให้เกิดความไม่แน่นอนของทิศทางเศรษฐกิจสหรัฐฯ และความเชื่อมมั่นต่อการลงทุน การค้า และการเคลื่อนย้ายเงินทุนทั่วโลก
ในมิติความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ส่วนตัวเชื่อว่าผลการเลือกตั้งกลางเทอมในครั้งนี้จะส่งผลโดยตรงต่อการกำหนดบทบาทของสหรัฐฯ ในความขัดแย้งระหว่างประเทศ โดยเฉพาะสถานการณ์ตะวันออกกลางและสงครามยูเครน ซี่งแม้ทรัมป์จะให้ความสำคัญกับ America First แต่ในความเป็นจริงความขัดแย้งและความตึงเครียดในภูมิภาคดังกล่าวล้วนสร้างต้นทุนด้านงบประมาณ ความมั่นคง และพลังงานให้กับสหรัฐฯ ซี่งหากเดโมแครตควบคุมสภาได้มากขึ้น ก็มีแนวโน้มใช้กลไกการตรวจสอบและอำนาจด้านงบประมาณเพื่อเรียกร้องความชัดเจนเกี่ยวกับเป้าหมายของสงคราม ต้นทุน และยุทธศาสตร์การถอนตัว และทำให้การตัดสินใจของประธานาธิบดีทรัมป์อาจต้องต่อรองกับฝ่ายนิติบัญญัติมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ในช่วงของความไม่แน่นอนและความติดขัดทางการเมืองและเอกภาพของรัฐบาลสหรัฐฯ อาจทำให้จีนขยายพื้นที่ทางยุทธศาสตร์มากขึ้นทั้งทางเศรษฐกิจ การทูต และความร่วมมือกับประเทศกำลังพัฒนา โดยเฉพาะในเอเชียและกลุ่ม Global South
ส่วนประเทศไทย ผลการเลือกตั้งมีนัยสำคัญอย่างน้อยสามด้าน ประการแรก คือเศรษฐกิจและการค้า สหรัฐฯ เป็นตลาดส่งออกสำคัญของไทย ดังนั้น ทิศทางนโยบายกำแพงภาษีและข้อตกลงทางการค้ากับสหรัฐฯ จะส่งผลต่อผู้ส่งออก การจ้างงาน และความสามารถในการแข่งขันของไทย ประการที่สอง คือพลังงานและความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ความขัดแย้งในตะวันออกกลางและความเสี่ยงต่อการขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซอาจส่งผลต่อราคาพลังงาน ต้นทุนการผลิต และค่าขนส่งของไทย หากสถานการณ์ยืดเยื้อก็จะกระทบภาคอุตสาหกรรม การท่องเที่ยว และค่าครองชีพของประชาชน ประการที่สาม คือการต่างประเทศ ไทยจำเป็นต้องดำเนินนโยบายเชิงยุทธศาสตร์อย่างรอบคอบ ไม่ควรผูกอนาคตไว้กับทิศทางของมหาอำนาจเพียงประเทศเดียว แต่ควรสร้างความสัมพันธ์ที่สมดุลกับสหรัฐฯ จีน อินเดีย และประเทศสำคัญอื่น ๆ พร้อมทั้งใช้ประโยชน์จากกรอบความร่วมมืออาเซียนให้มากขึ้น