สัมภาษณ์พิเศษ "ถอดรหัสการเมืองอีสานใต้ เลือกตั้ง สส. ปี 2569 ผ่านกรณีศึกษาอุบลราชธานี" กับ "ดร.ประเทือง ม่วงอ่อน” อาจารย์ประจำสาขาวิชารัฐประศาสนศาสตร์ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี
8 กุมภาพันธ์ 2569 เป็นวันเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไป (สส.) พ.ศ. 2569 และยังเป็นวันออกเสียงประชามติ!
ถือเป็นวันสำคัญที่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งได้กุมชะตาชีวิตปากท้องของตนเอง ได้มีสิทธิเลือกตั้ง เลือกคนที่รัก กาพรรคที่ใช่ แถมพ่วงได้ใช้สิทธิออกความเห็นประชามติ ประเด็น "สมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่" ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับใหม่อีกต่างหาก!
การเมืองอีสานใต้ โดยเฉพาะที่ “จังหวัดอุบลราชธานี”ที่มี สส.ได้มากถึง 11 คน ยังถือเป็นสนามเลือกตั้งสำคัญที่น่าจับตามอง
เรามาพูดคุยสัมภาษณ์ กับ “ดร.ประเทือง ม่วงอ่อน” อาจารย์ประจำสาขาวิชารัฐประศาสนศาสตร์ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ผู้ศึกษาวิจัยการเลือกตั้งในเขตพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานี ทั้งในระดับชาติและระดับท้องถิ่น ในช่วง 10 ปีที่ผ่าน เกี่ยวกับสนามเลือกตั้งจังหวัดอุบลราชธานีในพื้นที่อีสานใต้ที่อาจารย์เชี่ยวชาญ การวิเคราะห์ทั้งหมดของอาจารย์ไม่ได้ตั้งอยู่บนความเห็นส่วนตัว แต่เกิดจากการลงพื้นที่และเก็บข้อมูลทางวิชาการอย่างต่อเนื่อง
“เลือก สส. = เลือกอนาคตชีวิต”
ความสำคัญของการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ไม่ใช่เพียงการแข่งขันของพรรคการเมือง หรือ การชิงพื้นที่ทางอำนาจ หากแต่เป็นกระบวนการที่ส่งผลโดยตรงต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน โดยเฉพาะในต่างจังหวัดและพื้นที่ชายแดนอย่างอีสานใต้
ดร.ประเทือง ฯ อธิบายว่า “บทบาทหน้าที่ของ สส. เป็นที่มีความสำคัญกับประชาชนอย่างยิ่งยวด เพราะ สส. จะทำหน้าที่เห็นชอบว่าใครจะได้เป็นนายกรัฐมนตรี เป็นฝ่ายบริหาร รวมทั้งทำหน้าที่ในฝ่ายนิติบัญญัติ ออกกฎหมาย เห็นชอบงบประมาณ และถ้าพรรคใดได้เป็นรัฐบาล นโยบายเหล่านั้นก็จะถูกนำไปใช้บริหารประเทศ ซึ่งส่งผลต่อชีวิตประชาชนโดยตรง ทั้งเรื่องเศรษฐกิจ ปากท้อง สังคม และการเมือง”
อีสานใต้: พื้นที่การเมืองที่มากกว่าภูมิภาค
และเหตุผลที่สื่อจำนวนมากจับตาการเลือกตั้งในจังหวัดอุบลราชธานี ไม่ใช่เพราะเป็นเพียงจังหวัดใหญ่ที่มี สส. ถึง 11 เขต แต่เพราะอุบลราชธานีทำหน้าที่เป็นภาพสะท้อน “จังหวัดตัวแทน” ของการเมืองอีสานใต้ทั้งระบบ
“อุบลราชธานีถือว่าเป็นจังหวัดที่มีอิทธิพล หรือมีความเกี่ยวข้องกับจังหวัดอื่น เช่น ยโสธร อำนาจเจริญ สุรินทร์ ศรีสะเกษ และบุรีรัมย์ ดังนั้น สื่อหลายแขนงจึงให้ความสำคัญ เพราะถ้ามาศึกษาหรือว่ามาทำความเข้าใจปรากฏการณ์จังหวัดอุบลราชธานีได้ ก็จะสามารถที่จะเชื่อมโยงสามารถที่จะอนุมาน หรือมองถึงภาพรวมของการเลือกตั้งระดับภาคอีสาน รวมถึงระดับชาติได้ด้วย ประกอบกับการเกิดกรณีการย้ายค่าย ย้ายพรรคของผู้สมัคร สส. หลายท่าน รวมถึงการพยายามขยายฐานเสียงของพรรคภูมิใจไทย พรรคกล้าธรรม พรรคไทรวมพลัง ซึ่งการพยายามเพิ่มจำนวน สส. ในเขตพื้นที่จังหวัดภาคอีสานตอนใต้ของพรรคการเมืองต่างๆ ส่งผลให้การเลือกตั้งในเขตจังหวัดอุบลราชธานีได้รับการจับตามอง” ดร.ประเทือง ฯ อธิบาย
ปรากฏการณ์ “ย้ายค่าย” สะท้อนการเมืองแบบตัวบุคคล
หนึ่งในเหตุผลสำคัญที่ทำให้อุบลราชธานีถูกจับตามอง คือการย้ายพรรคของอดีต สส. หลายเขต เป็นผลจากสถานการณ์และเงื่อนไขทางการเมืองที่เปลี่ยนแปลงไป เนื่องจากพรรคการเมือง โดยเฉพาะฝ่ายอนุรักษ์นิยม ตระหนักดีว่าคะแนนพรรคอาจไม่ได้รับความนิยม กระแสพรรคอาจจะสู้ไม่ได้ จึงต้องพึ่งผู้สมัครที่ “มีแสงในตัว” หรือมีฐานเสียงเดิมในพื้นที่ อย่างไรก็ตาม การย้ายพรรคการเมืองถือเป็นปรากฎการณ์ธรรมดาของผู้สมัคร สส. ในพื้นที่ภาคอีสาน โดยเฉพาะในจังหวัดอุบลราชธานี ในการเลือกตั้งในอดีตที่ผ่านมา ไม่เคยมีการเลือกตั้งครั้งใดที่ไม่มีการย้ายพรรคของผู้สมัคร เพียงแต่เป็นการย้ายพรรค หรือการวิ่งหาสังกัดพรรคใหม่ๆ ของผู้สมัครที่ไม่ได้รับความสนใจเหมือนคราวนี้ จึงไม่เกิดกระแสข่าวที่โด่งดังเหมือนการเลือกตั้งวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 นี้ การย้ายพรรคมีสาเหตุทั้งจากการที่พรรคไม่ส่งลงสมัคร ไม่ถูกคัดเลือก พรรคไม่ให้การสนับสนุนให้ลงสมัคร จึงต้องย้ายไปลงพรรคอื่น พรรคต้องการเปลี่ยนแปลงผู้สมัคร พรรคถูกยุบ เป็นต้น ซึ่งมองว่า เป็นปรากฎการณ์ธรรมดาของการเมืองไทยที่เป็นระบบหลายพรรคการเมือง เป็นรัฐบาลผสม ไม่ใช่มีเพียง 2 พรรคการเมืองเหมือนประเทศสหรัฐอเมริกา ที่มีเพียง 2 พรรคใหญ่ที่ครองอำนาจทางการเมืองมาอย่างยาวนาน คือ พรรคเดโมแครต กับ รีพับลิกัน วิธีแก้ไข คือ ต้องออกแบบกฎหมายรัฐธรรมนูญ และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง และกฎหมายประกอบอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยต้องออกแบบกลไกและการกำหนดโครงสร้างทางการเมือง โดยเอื้อให้พรรคมีความเข้มแข็ง ออกแบบกฎหมายให้เอื้อต่อพรรคการเมืองขนาดใหญ่มากขึ้น รวมทั้งการสั่งยุบพรรคการเมือง และการรัฐประหารที่ทำให้ระบบพรรคการเมืองมีความอ่อนแอ เป็นสิ่งที่ไม่ควรเกิดขึ้นภายใต้โครงสร้างทางการเมืองระบอบประชาธิปไตย
“เมื่อกฎหมายรัฐธรรมนูญ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง และการยุบพรรคการเมืองโดยองค์กรตรวจสอบต่างๆ รวมทั้งปัญหาการรัฐประหารบ่อยครั้งส่งผลให้พรรคการเมืองมีความอ่อนแอ จึงทำให้สถานภาพ ความนิยมของแต่ละพรรค ในการเลือกตั้งปี 2569 จึงไม่ค่อยแตกต่างกันมากนัก ไม่ว่าจะเป็นกระแสความนิยม อุดมการณ์ทางการเมือง หรือแนวนโยบายแบบประชาธิปไตยแบบเสรีนิยมแบบสุดขั้ว กับแนวนโยบายแบบอนุรักษ์นิยมแบบสุดขั้ว หากแต่การประนีประนอม การผสมผสานระหว่าง 2 ขั้วเข้าด้วยกัน ขึ้นอยู่กับว่า แนวนโยบายจะมีแนวโน้มไปทางใดมากกว่ากัน ปัจจุบันคะแนนพรรคอันดับ 1-4 ไม่ได้แตกต่างกันแบบโดดๆ เหมือนการเลือกตั้งใน 2 สมัยที่ผ่านมา ที่มีเพียง 1-2 พรรคที่ได้รับความนิยมในระดับสูง แต่ในการเลือกตั้งปี 2569 คะแนนของพรรคอันดับ 1-4 ไม่มีความแตกต่างกันมากเหมือนในช่วงการเมือง ปี 2562 เมื่อคะแนนพรรค หรือ กระแสพรรคไม่ได้เป็นปัจจัยหลักที่จะทำให้ผู้สมัครชนะการเลือกตั้ง เนื่องจากกระแสพรรคไม่ห่างกัน หรือ ไม่แตกต่างกันมา ส่งผลให้ประชาชนจะย้อนกลับมาพิจารณาที่ปัจจัยส่วนบุคคล กระแสส่วนบุคคล ผู้สมัครที่ได้รับความนิยม หรือกระแสความนิยมดีกว่า จึงมักได้รับการทาบทามให้เข้าสังกัดพรรค”
เลือกคน หรือเลือกพรรค? คำตอบคือ “ต้องครบองค์ประกอบ”
จากการศึกษาการเลือกตั้งหลายสมัย พอสรุปว่า ผู้สมัคร สส.ที่จะชนะการเลือกตั้งในอีสานใต้ต้องมีองค์ประกอบครบอย่างน้อย 4 ด้าน ได้แก่ (1) คะแนนส่วนบุคคลประชาชนชื่นชอบ ลงพื้นที่มาอย่างยาวนาน ต่อเนื่อง (2) สังกัดพรรคที่ประชาชนนิยม (3) การมีฐานเสียงและเครือข่ายที่เข้มแข็งครอบคลุมทุกพื้นที่การเลือกตั้ง รวมทั้ง (4) ปัจจัยการสนับสนุนด้านอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง
“ผู้สมัคร สส.ที่จะมีโอกาสชนะการเลือกตั้ง องค์ประกอบต้องครบ องค์ประกอบแรก ต้องมีคะแนนส่วนบุคคล องค์ประกอบที่ 2 ก็คือเรื่องของพรรค คะแนนของพรรคจะต้องเกื้อหนุนสนับสนุนส่งเสริมด้วย องค์ประกอบที่ 3 การมีฐานเสียงและเครือข่ายของตนเองที่ครอบคลุมมากพอ และ องค์ประกอบที่ 4 ก็คือ ปัจจัยการสนับสนุนด้านอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ใช่ทั้งคน ใช่ทั้งพรรค ใช่ทั้งเวลา กล่าวคือ เป็นคนที่ได้รับความนิยม สังกัดพรรคที่ประชาชนชื่นชอบ และการสร้างฐานเสียงไม่สามารถทำได้เพียง 1 ช่วงสมัยการเลือกตั้ง หากต้องใช้ระยะเวลา การทำฐานเสียงอย่างต่อเนื่อง” ดร.ประเทืองฯ อธิบาย
พร้อมย้ำปัจจัยหลักในการชนะเลือกตั้ง สส. ในการเลือกตั้งวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ของจังหวัดอุบลราชธานี ทั้ง 11 เขตเลือกตั้ง อยู่ที่ปัจจัยส่วนบุคคล เหนือกระแสพรรค พรรคที่มีกระแสอย่างเดียว แต่ปัจจัยไม่ได้รับความนิยมส่วนบุคคล จะไม่มีโอกาสชนะการเลือกตั้ง สส.แบบแบ่งเขตการเลือกตั้งได้ พรรคที่มีกระแสนิยมเพียงอย่างเดียว จะได้เพียงคะแนนเพียงบัญชีรายชื่อ หรือ แบบปาร์ตี้ลิสต์เท่านั้น แต่จะไม่มีโอกาสชนะการเลือกตั้ง สส.แบบแบ่งเขตอย่างแน่นอน
"ในการเลือกตั้งวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ความนิยมของพรรคไม่ได้ช่วยหนุนเสริมมากเหมือนในการเลือกตั้งในช่วง 2 สมัยที่ผ่านมา ดังนั้น ปัจจัยส่วนบุคคล จึงกลายเป็นตัวแปรสำคัญที่ประชาชนจะพิจารณา เมื่อคะแนนพรรคไม่ได้รับนิยมแบบเดี่ยวๆ เพียง 1-2 พรรคเหมือนในช่วงที่ผ่านมา คะแนนพรรคไม่มีความแตกต่าง หรือห่างกันมาก จึงต้องมาสู้ที่คะแนนส่วนบุคคลแทน”
“คน” ต้องใช่ก่อน “พรรค” ช่วยเสริม แต่ “นโยบายพรรค” ก็ต้องโดนใจด้วย
“นโยบายที่ประชาชนต้องการทุกยุคสมัยจะเป็นเรื่องใกล้ตัวของประชาชน ก็คือเรื่องของปากท้อง คือ เรื่องของเศรษฐกิจ ความเป็นอยู่ โดยเฉพาะในพื้นที่อีสานตอนใต้ อุบลราชธานีเป็นหนึ่งในจังหวัดที่ยังเผชิญปัญหาความยากจนและปัญหาโครงสร้างพื้นฐาน การเกิดอุทกภัยต่างๆ สิ่งที่ประชาชนอยากให้เรียกร้องคือ การพัฒนาด้านโครงสร้างพื้นฐาน การแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ และการแก้ไขปัญหายาเสพติดที่มีความรุนแรงในระดับชุมชนหมู่บ้าน สำหรับจังหวัดอุบลราชธานี นโยบายด้านความมั่นคง จากสถานการณ์ชายแดนไทย – กัมพูชา ก็เป็นที่จับตามองของชาวบ้านในพื้นที่เขตชายแดนเช่นกัน เพราะเป็นจังหวัดที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากสถานการณ์ปัญหาชายแดน ”
“เงิน” ไม่ใช่คำตอบสุดท้ายในการตัดสินใจเลือกตั้งของประชาชน
“การศึกษาความเคลื่อนไหวทางการเมืองและพฤติกรรมการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 2566 จังหวัดอุบลราชธานี” และ “การศึกษาความเคลื่อนไหวทางการเมืองและพฤติกรรมการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 2562 จังหวัดอุบลราชธานี” มีข้อค้นพบว่า “เงิน” ไม่ใช่คำตอบสุดท้ายที่จะทำให้ผู้สมัครชนะการเลือกตั้ง หากแต่ต้องมีองค์ประกอบครบอย่างน้อย 4 ด้าน ได้แก่ (1) คะแนนส่วนบุคคลประชาชนชื่นชอบ ลงพื้นที่มาอย่างยาวนาน ต่อเนื่อง (2) สังกัดพรรคที่ประชาชนนิยม (3) การมีฐานเสียงและเครือข่ายที่เข้มแข็งครอบคลุมทุกพื้นที่การเลือกตั้ง รวมทั้ง (4) ปัจจัยการสนับสนุนด้านอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยผู้วิจัยมีข้อสรุปว่า การจ่ายเงินซื้อเสียงที่เหนือคู่แข่งเพียงอย่างเดียว ไม่สามารถเป็นปัจจัยตัดสิน หรือเป็นเงื่อนไขที่จำเป็นและเพียงพอ (Necessary and Sufficient Conditions ; NSC) ที่จะทำให้ได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งในจังหวัดอุบลราชธานีได้
ในการตัดสินใจเลือกตั้ง ประชาชนจะตัดสินใจโดยพิจารณาจากองค์ประกอบและปัจจัยอื่นๆ ร่วมด้วย โดยในการศึกษาความเคลื่อนไหวทางการเมืองในการเลือกตั้ง สส. 2562 และ 2566 ค้นพบว่า หลายกรณีที่เกิดกระแสข่าวในระดับพื้นที่ตามสื่อออนไลน์ว่า ผู้สมัครบางคนใช้เงินมากกว่า แต่กลับแพ้ผู้สมัครที่ใช้เงินน้อยกว่า หรือไม่ใช้เงินเลย แสดงให้เห็นว่าเงิน ไม่สามารถเป็นปัจจัยตัดสิน หรือ เป็นเงื่อนไขที่จำเป็นและเพียงพออย่างเดียว(Necessary and Sufficient Conditions ; NSC) ที่จะทำให้ได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งในจังหวัดอุบลราชธานีได้ นอกจากนั้น การบอกว่า ประชาชนเลือกตั้งตามกระแสเงินเป็นคำกล่าวที่คลาดเคลื่อน และไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงในระดับพื้นที่ทั้งหมด ในยุคปัจจุบัน ประชาชนมีวิจารณญาณว่าควรจะเลือกผู้สมัครท่านใดตามความต้องการของประชาชนเอง ไม่ได้เกิดจากแรงจูงใจอื่นๆ ทั้งหมด
First Time Voter: พลังที่ยังไม่เปลี่ยนเกมทั้งจังหวัด
สำหรับผู้มีสิทธิเลือกตั้งครั้งแรก (First Time Voter) ในอุบลราชธานีก็ยังมีจำนวนไม่มากพอจะเปลี่ยนผลทั้งจังหวัด
“ผมมองว่า First Time voter ไม่น่าจะสร้างการเปลี่ยนแปลงระดับจังหวัดได้ แต่ถ้ามองภาพรวมทั้งประเทศ ก็อาจมีอิทธิพลบ้าง ยิ่งในการเลือกตั้ง ปี 2569 กลุ่ม New Voter หรือ First Time Voter มีแนวโน้มที่จะเลือกพรรคการเมืองแบบกระจาย ไม่ได้ยึดโยงอยู่กับพรรคใดพรรคหนึ่งเหมือนในการเลือกตั้ง ปี 2562 และ 2566 ที่ผ่านมา” ดร.ประเทืองฯ ให้ความเห็น
รู้เท่าทันการหาเสียงในยุคโซเชียลออนไลน์
เตือนประชาชนให้แยกแยะข้อมูลในสื่อโซเชียลออนไลน์ และคอมเมนต์ทางการเมือง
“ข้อมูลในสื่อออนไลน์กับข้อมูลจริงในพื้นที่คนละเรื่อง มีทั้ง IO และทีมปั่นกระแส ประชาชนต้องใช้วิจารณญาณ อย่าเชื่อเพียงเพราะเห็นบ่อย อย่าเชื่อเพราะจำนวนการคอมเมนต์ (Comment) การแสดงความคิดเห็นบนสื่อสังคมออนไลน์ อย่าเชื่อโพลสำรวจแบบออนไลน์ เพราะเป็นข้อมูลคนละชุด และคลาดเคลื่อนกับชุดข้อมูลในระดับพื้นที่ ” ดร.ประเทืองฯ กล่าว
พร้อมแนะให้พิจารณานโยบายพรรค แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี และตรวจสอบข้อมูลก่อนตัดสินใจ ยันไม่กังวลว่าชาวบ้านในพื้นที่จะหลงเชื่อข้อมูลปั่นเท็จในออนไลน์ เพราะชาวบ้านมีข้อมูลของแต่ละผู้สมัคร และมีวิจารณญาณว่าควรจะเลือกผู้สมัครท่านใดตามความต้องการของประชาชนเอง ที่สามารถสร้างประโยชน์ให้กับประชาชนในระดับพื้นที่ได้มากที่สุด
“ไม่ต้องกังวล เพราะประชาชนเขารู้อยู่แล้ว เพราะถ้าเป็นระดับพื้นที่ ประชาชนจะสัมผัส จะมีข้อมูลของผู้สมัครแต่ละคนอย่างดีแล้วครับ ซึ่งข้อมูลเหล่านี้ ผมมองประชาชนสามารถตัดสินใจได้” ดร.ประเทืองฯ กล่าว
นิยาม “สส. ที่ดี”
แทนที่จะยึดคำว่า สส. “คนดี” แบบนามธรรม ส่วนตัวเขาอยากให้มองในเชิงปฏิบัติ
“ผมนิยามว่า สส. ที่ดี คือ สส.ที่รักษาผลประโยชน์ให้กับประชาชน สามารถเป็นปากเป็นเสียงแทนประชาชนได้ สามารถรับฟังและสะท้อนปัญหาของประชาชนเพื่อนำไปสู่การออกแบบนโยบาย และการกำหนดนโยบายเพื่อแก้ไขปัญหาให้กับประชาชนได้ สส.ที่ดีต้องสามารถเป็นกระบอกเสียงให้กับประชาชนในสภาได้ การลงพื้นที่ช่วยงานชุมชน ไม่ใช่เรื่องเสียหาย หากมองว่า จะเป็นอีกช่องทางหนึ่งที่จะทำให้ประชาชนสามารถสื่อสาร สะท้อนปัญหา รับฟังและรวบรวมปัญหาของประชาชนในระดับพื้นที่เพื่อนำไปเสนอนโยบายในระดับพรรคการเมือง และผลักดันเป็นนโยบายในโอกาสต่อไปได้” ดร.ประเทืองฯ กล่าว
ความหวังต่ออุบลราชธานี และประชาธิปไตย
ดร.ประเทืองฯ เผย ในอนาคตอันใกล้ เขาอยากเห็นอุบลราชธานีพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เศรษฐกิจ และคุณภาพชีวิต ผ่านการทำงานของ สส. ที่เข้าใจพื้นที่อย่างแท้จริง พร้อมฝากถึงประชาชนให้ออกมาใช้สิทธิเลือกตั้ง สส. และออกเสียงประชามติ และมองการพัฒนาระบบประชาธิปไตยต้องใช้ระยะเวลา พร้อมๆ กับการพัฒนาทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง
“ประชาธิปไตยต้องใช้เวลา ต้องอดทน ไม่ควรมีการแทรกแซงโดยกระบวนการที่ไม่เป็นประชาธิปไตย อย่างเช่น การทำรัฐประหาร นอกจากนั้น ควรออกแบบกฎหมายรัฐธรรมนูญที่ประชาชนมีส่วนร่วมตั้งแต่ต้น” ดร.ประเทืองฯ ให้ความเห็นจากมุมมองนักวิชาการ
“จังหวัดอุบลราชธานียังพัฒนาได้อีกมาก เพราะเป็นจังหวัดที่มีศักยภาพสูง มีพรมแดนติดต่อกับ 2 ประเทศเพื่อนบ้าน คือ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป. ลาว) และกัมพูชา ถือเป็นโอกาสทางเศรษฐกิจ เป็นจังหวัดที่มีทรัพยากรธรรมชาติ มีวัฒนธรรมที่สามารถส่งเสริมการท่องเที่ยวได้ ส่วนด้านที่ควรพัฒนา ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ได้ลงพื้นที่สำรวจพื้นที่ขององค์กรปกครองท้องถิ่น พบว่า ปัญหาสำคัญที่ต้องได้รับการแก้ไข คือ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน อาทิ ถนน ไฟฟ้า น้ำประปา รวมทั้งปัญหายาเสพติดในระดับชุมชน ถ้าแก้ปัญหาตรงนี้ได้ ปัญหาอื่นก็จะลดลง และได้รับการพัฒนาตามมา”
เมื่อเราถามถึงภาพอนาคตของจังหวัดอุบลราชธานีใน 5 ปี ข้างหน้า ถามถึงความฝันที่จะชนะการท่องเที่ยวจังหวัดอื่นในภาคอีสาน ดร.ประเทืองฯ ยังยืนยันว่า การแก้ปัญหาโครงสร้างพื้นฐานของอุบลราชธานีเป็นเรื่องเร่งด่วนและต้องใช้เวลามากกว่านั้น…หรือเรียกได้ว่า…. ถ้าสามารถแก้ไขปัญหาโครงสร้างพื้นฐานได้แล้ว… ภาพฝันจังหวัดอุบลราชธานีจึงจะเป็นจริงนั่นเอง…///
…..ในเมื่อเรื่องของ สส. สำคัญและเกี่ยวพันกับความเป็นอยู่ ชีวิตปากท้อง และความเจริญของบ้านเมืองถึงเพียงนี้ ห้ามพลาดไปใช้สิทธิเลือกตั้ง และออกเสียงประชามติ! ในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 08.00 – 17.00 น.
ช่วยกันชี้ชะตาอนาคตตนเองและประเทศไทย!
**************************
สัมภาษณ์/ผู้สื่อข่าว/กราฟิก : เนาวรัตน์ แก้วแสงธรรม
ผู้ช่วยผู้สื่อข่าว : ศราวุธ จันทวี
ภาพข่าว : ธีร์ธนัฐ พรมจันทร์
วันที่เผยแพร่ 30 มกราคม 2569
(สามารถนำไปเผยแพร่ต่อได้ โดย***ห้าม***ตัดทอน ต่อเติม หรือ แก้ไข )
หมายเหตุ: ความคิดเห็นและบทวิเคราะห์ที่นำเสนอเป็นความเห็นส่วนบุคคลเท่านั้น มิได้สะท้อนหรือเป็นตัวแทนของจุดยืนหรือนโยบายของคณะรัฐศาสตร์หรือมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี